โอกาสเปลี่ยนอนาคตเมือง เบื้องหลัง “อุดรธานี” จากจังหวัดหนึ่ง สู่เวทีพืชสวนโลก

   เมื่อ : 09 ก.ค. 2569

ทุกครั้งที่ประเทศไทยประกาศตัวเป็นเจ้าภาพงานระดับโลก ภาพจำที่สปอตไลท์ส่องถึงมักเป็นช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ เสียงปรบมือถล่มทลาย พิธีลงนามอันทรงเกียรติ ภาพผู้แทนประเทศบนเวทีข่าว และประโยคสำคัญว่า “ประเทศไทยได้รับเลือกแล้ว”


แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ยังมีการทำงานที่เกิดขึ้นเงียบ ๆ เบื้องหลังมหากาพย์การศึกษา เพื่อดูศักยภาการวางโรดแมป การวางกลยุทธ์ การรวบรวมพันธมิตร ตลอดจนการทำ “Bid Book” เล่มใหญ่เพื่อยื่นข้อเสนอและพาเมืองหนึ่งไปพิสูจน์ตัวเองอย่างเข้มข้นต่อสายตาคณะกรรมการระดับโลก


คำถามสำคัญจึงอาจมิใช่เพียงว่า “เมืองหนึ่งต้องทำอย่างไรจึงจะได้สิทธิ์จัดงานระดับโลก?”

แต่คือ “เมืองหนึ่งจะใช้โอกาสนั้น พลิกโฉมอนาคตของตัวเองได้อย่างไร?”

คนเห็น “วันชนะ” แต่เบื้องหลังคือการสร้างเมือง

สำหรับคนทั่วไป การได้เป็นเจ้าภาพงานระดับโลกอาจดูเหมือนข่าวดีที่เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ในโลกของการประมูลสิทธิ์จัดงานระดับนานาชาติ “วันประกาศผล” เป็นเพียงเส้นชัยของบทแรกเท่านั้น

ก่อนที่องค์กรระดับโลกจะเคาะเลือกเมืองใดเมืองหนึ่ง เมืองนั้นต้องถูกประเมินอย่างละเอียดในทุกมิติ ตั้งแต่ศักยภาพสนามบิน จำนวนห้องพักโรงแรม ระบบคมนาคมขนส่งไปจนถึงการจัดการสาธารณูปโภคพื้นฐาน อย่างขยะ น้ำ และพลังงาน รวมไปถึงโจทย์สำคัญที่สุดคือ “ชุมชนและคนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์อะไร อย่างแท้จริง”


เพราะงานระดับโลกที่ดีจึงวัดกันมากกว่าคำว่า “จัดได้” แต่วัดกันที่ “ศักยภาพในการส่งมอบผลลัพธ์ (Legacy) หลังงานจบลง”

อุดรธานี : จากเมืองผ่าน สู่มหกรรมระดับโลก

กรณีของ “อุดรธานี” คือภาพสะท้อนของยุทธศาสตร์นี้อย่างชัดเจน


งานมหกรรมพืชสวนโลก Udon Thani International Horticultural Expo 2026 ได้รับการรับรองจากสมาคม พืชสวนระหว่างประเทศ หรือ AIPH ให้เป็นงาน International Horticultural Expo ประเภท Category B โดยมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี บนพื้นที่ 1650000 ตารางเมตร หรือ 1030 ไร่


งานจัดขึ้นภายใต้ธีม “Diversity of Life: Connecting People Water and Plants for Sustainable Living” โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชม 3.6 ล้านคน และมีส่วนร่วมจากประมาณ 20 ประเทศ

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้งานพืชสวนโลกอุดรธานีเป็นมากกว่างานมหกรรมไม้ดอกหรือพื้นที่จัดแสดงสวนขนาดใหญ่ แต่คือเวทีที่เมืองต้องใช้พิสูจน์ความพร้อมของตัวเองในระดับนานาชาติ

การได้สิทธิ์เป็นเจ้าภาพยังสะท้อนให้เห็นว่า เมืองเจ้าภาพเกิดจากการประสานทั้งเมือง ทั้งจังหวัด รัฐบาลกลาง ภาคท้องถิ่น ภาคเอกชน ชุมชน และพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นร่วมกันว่าเมืองนี้สามารถรองรับงานระดับโลก และส่งต่อคุณค่าหลังจบงานได้จริง

เมืองเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่วันที่ตัดสินใจลงแข่งขัน

หัวใจสำคัญของการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพงานระดับโลก คือเมืองเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่วันที่ตัดสินใจลงแข่งขัน


ทันทีที่ “อุดรธานี” ประกาศว่าจะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ เมืองนั้นต้องสำรวจตัวเองใหม่ทั้งหมด ต้องรู้ว่าจุดแข็งอยู่ตรงไหน โครงสร้างพื้นฐานต้องเติมเต็มส่วนใด ธุรกิจท้องถิ่นพร้อมเพียงใด คนในพื้นที่เข้าใจเป้าหมายร่วมกันมาก แค่ไหน และจะทำอย่างไรให้งานระดับโลกกลายเป็นกลไกยกระดับเมืองระยะยาว


รัฐบาลไทย และ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ รวมถึงภาคท้องถิ่น คาดการณ์ว่ามหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2026 จะมีผู้เข้าชมกว่า 3.6 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 32000 ล้านบาท สร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) กว่า 20000 ล้านบาท กระตุ้นการจ้างงานในพื้นที่ได้มากถึง 81000 อัตรา และสร้างรายได้ภาษีประมาณ 7700 ล้านบาท เม็ดเงินเหล่านี้จะไหลตรงไปสู่โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร และภาคบริการในพื้นที่โดยตรง

นี่คือเหตุผลที่คำว่า “เจ้าภาพ” มีความหมายมากกว่าการเปิดเมืองต้อนรับผู้เข้าชม เพราะหากออกแบบอย่างถูกต้อง งานระดับโลกสามารถกลายเป็นกลไกที่ทำให้เมืองยกระดับตัวเอง ตั้งแต่ก่อนงานเริ่ม และส่งต่อผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมหลังงานจบ

ถ้าเมืองชนะ เมืองได้อะไร

การยื่นประมูลสิทธิ์จัดงานระดับโลก คือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของเมือง

เมื่อเมืองได้รับเลือกและใช้โอกาสนั้นได้ถูกทาง ผลลัพธ์ที่สะท้อนกลับมาจะทรงคุณค่ามากกว่าแค่จำนวนวันจัดงาน แต่ขยายครอบคลุมทุกคนในพื้นที่ ตั้งแต่โรงแรมที่ได้ลูกค้าใหม่ ร้านอาหารที่มียอดขายเพิ่ม คนขับรถสาธารณะที่มีรายได้เพิ่มขึ้น เกษตรกรที่มีพื้นที่โชว์ศักยภาพและองค์ความรู้ ไปจนถึงกลุ่มธุรกิจ SME ที่ได้เปิดประตูตลาดใหม่ ในขณะเดียวกันภาคการศึกษา อย่างมหาวิทยาลัยก็สามารถเชื่อมโยงงานวิจัยไทยสู่เวทีสากล ชุมชนและคนรุ่นใหม่ที่เห็นอนาคตในบ้านเกิดของตัวเอง และประชาชนทุกคนได้ยกระดับคุณภาพชีวิตจากโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น


มหกรรมโลกอาจจัดขึ้นและจบลงในเวลาเพียงไม่กี่เดือน แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกพัฒนา ภาพลักษณ์เมืองที่เปลี่ยนไป เครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง ศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนความมั่นใจของคนในพื้นที่จะกลายเป็นสินทรัพย์ยั่งยืนที่อยู่คู่เมืองต่อไปได้อีกหลายสิบปี


ในมิติของอุตสาหกรรมไมซ์ บทบาทสำคัญจึงเริ่มต้นเกิดขึ้นนานก่อนที่คนทั่วไปจะมองเห็นความสำเร็จ โดยมีกลไกเบื้องหลังที่คอยขับเคลื่อน อย่างสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ที่เข้ามาทำหน้าที่ตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพเมือง วางยุทธศาสตร์การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ประสานพลังภาครัฐและท้องถิ่น เชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรนานาชาติ เพื่อเตรียมพร้อมให้และสนับสนุนให้ประเทศไทย พร้อมโชว์บนเวทีระดับโลก และใช้โอกาสนี้เป็นเครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ และขีดความสามารถของเมืองในระยะยาวอย่างแท้จริง

เมื่อเสียงปรบมือจบลง เมืองจะเหลืออะไร?

หลายคนอาจมองว่าพืชสวนโลกเป็นเพียงมหกรรมไม้ดอกระดับนานาชาติ แต่สำหรับเมืองเจ้าภาพแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

เพราะตลอดเส้นทางการเตรียมตัว สิ่งที่เมืองเรียนรู้กลับไม่ใช่แค่ “วิธีจัดงานระดับโลก” แต่คือ “วิธียกระดับขีดความสามารถของตัวเอง” ให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก


เมื่อเสียงปรบมือในวันเปิดงานสิ้นสุดลง สิ่งที่ต้องคงอยู่คู่เมืองตลอดไป คือ โครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์ เครือข่ายธุรกิจที่กว้างไกล ศักยภาพของบุคลากร ภาพลักษณ์ใหม่ที่ทั่วโลกยอมรับ ตลอดจนเม็ดเงินการลงทุนใหม่ ๆ ระบบการบริการที่มีมาตรฐาน และโอกาสครั้งใหม่ที่ติดอยู่กับเมืองไปอีกยาวนาน


สอดคล้องกับแนวทางสำคัญของรัฐบาลไทยในการสร้าง “มรดกเชิงยุทธศาสตร์หลังจบงาน” (Expo Legacy) ด้วยการพลิกโฉมและพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่สร้างสรรค์สาธารณะ และสถานที่จัดกิจกรรมของจังหวัดอุดรธานี เพื่อส่งต่อประโยชน์เชิงพื้นที่ให้แก่ประชาชนและชุมชนโดยรอบอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน


นี่คือเหตุผลที่ทำให้การประมูลสิทธิ์จัดงานระดับโลกมีความหมายต่ออนาคตของเมืองในระยะยาว เพราะทุกความทุ่มเทในกระบวนการเตรียมตัว สามารถต่อยอดไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจท้องถิ่นที่มั่นคง ภาพลักษณ์เมืองที่งดงาม และโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิตของผู้คนในพื้นที่

ท้ายที่สุด “เวทีระดับโลก” จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นชัยของการจัดงาน แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างอนาคตใหม่ให้เมือง