สรพ. และ เอไอเอ ประเทศไทย ลงนาม MOU พัฒนาระบบบริการสุขภาพที่มุ่งเน้นคุณค่าในประเทศไทย
สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) จับมือ เอไอเอ ประเทศไทย ลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการดูแลรักษาที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-Centered Care) การบริการสุขภาพที่มุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Healthcare) และโครงการพัฒนาคุณภาพการบริการสุขภาพในประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ณ ห้องแกรนด์เอ-บี ชั้น 4 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพฯ
แพทย์หญิงปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) กล่าวถึงการลงนามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้ว่า การลงนามในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่มุ่งเน้นคุณค่าในประเทศไทย” ที่ สรพ.และ เอไอเอ ได้จัดทำนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือระหว่างคู่สัญญาในการสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่มุ่งเน้นคุณค่า ("VBHC") ในประเทศไทย ผ่านความร่วมมือทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และกิจกรรมความร่วมมือต่างๆ อาทิ การส่งเสริมการพัฒนา VBHC ในประเทศไทย การสนับสนุนการนำเครื่องมือวัดประสบการณ์ของผู้ป่วย (Patient Reported Experience Measures หรือ "PREM") และเครื่องมือวัดผลลัพธ์ทางสุขภาพที่รายงานโดยผู้ป่วย (Patient Reported Outcome Measures หรือ "PROM") หรือโครงการที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องมือวัดที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง มาปรับใช้และพัฒนาต่อยอด เพื่อเสริมสร้างการดูแลรักษาที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การวิจัย โครงการริเริ่มด้านการศึกษา ชุมชนนักปฏิบัติแห่งวิชาชีพ (Communities of Practice) และกิจกรรมอื่นๆ ตามที่ตกลงร่วมกัน ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบบริการสุขภาพ เพื่อขับเคลื่อน VBHC และยกระดับคุณภาพการบริการสุขภาพ ความปลอดภัยของผู้ป่วย ประสบการณ์ของผู้ป่วย และผลลัพธ์ทางสุขภาพ
“การลงนามร่วมกับ เอไอเอ เป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่งโดย บทบาทหน้าที่ของ สรพ. คือการร่วมสนับสนุนจัดเตรียมเครื่องมือ ระเบียบวิธี มาตรฐาน และองค์ความรู้ทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องภายใต้ขอบเขตความเชี่ยวชาญของตน การ สนับสนุนการเปรียบเทียบมาตรฐาน การวิเคราะห์ และการแปลผลข้อมูลภาพรวมตามความเหมาะสม และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เครือข่ายการเรียนรู้ เวทีสัมมนา กิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และโครงการความร่วมมือต่างๆ โดยสนับสนุนความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และดำเนินกิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้วัตถุประสงค์ของ MOU เป้าหมาย”
ผอ.สรพ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือในวันนี้ทั้ง 2 หน่วยงานได้ร่วมมือกันขับเคลื่อนโดยใช้กลไก PPP คือ Public Private Participation ซึ่งสรพ.มีเครื่องมือหลายอย่างที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างความปลอดภัยด้านระบบบริการสุขภาพรวมทั้งบริษัทประกันภัยที่สามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาและเพิ่มคุณค่าระบบบริการสุขภาพให้กับประชาชน โดยจะนำไปใช้กับโรงพยาบาลในเครือข่ายของบริษัท ตัวอย่างเช่น มาตรฐาน HA ที่เราเชิญชวนให้โรงพยาบาลที่เข้าร่วมเห็นถึงผลลัพธ์ที่ดีของการสร้างคุณภาพในการรักษาพยาบาล ขณะเดียวกันประชาชนที่เข้ามาใช้บริการก็จะได้รับการบริการและประสบการณ์การรักษาที่ดี ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างให้เกิดกลไกระบบสุขภาพที่ยั่งยืนได้ในอนาคต ขอให้เชื่อมั่นว่าโรงพยาบาลและสถานพยาบาลที่เข้าสู่กระบวนการและผ่านการรับรองมาตรฐาน HA ทั้งสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนถือเป็นหน่วยงานที่ได้รับการรับรองในระดับสากลเช่นเดียวกัน พญ.ปิยวรรณกล่าว
ด้าน นพ.เบญจพล อิงคนินันท์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเชิงกลยุทธ์ด้านสุขภาพ เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับบทบาทหน้าที่ของ เอไอเอ ในการบันทึกข้อตกลงนี้จะเป็นผู้สนับสนุนโครงการนำร่องและโครงการความร่วมมือต่างๆ เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพสถานพยาบาลและส่งเสริมประสบการณ์ของผู้ป่วย รวมถึงญาติผู้ป่วย ในการเข้ารับบริการ ณ สถานพยาบาลทั่วประเทศไทย ประกอบกับมุ่งสร้างมาตรฐานการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด พร้อมกับสนับสนุนการพัฒนาและขับเคลื่อนโครงการบริการสุขภาพที่มุ่งเน้นคุณค่า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการในทุกมิติ ซึ่งสอดคล้องตามพันธกิจของเอไอเอ ในการส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ภายใต้คำมั่นสัญญา ‘Healthier Longer Better Lives’
“สำหรับการลงนามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้กับประชาชน ผ่านการผสานความเชี่ยวชาญร่วมกับ สรพ. เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพและระบบนิเวศด้านสุขภาพของประเทศไทยเพื่อความยั่งยืน โดยมุ่งยกระดับประสบการณ์ของผู้ป่วยและญาติ (Patient Experience) ควบคู่กับการส่งเสริมผลลัพธ์ทางการแพทย์และประสิทธิผลในการรักษา (Patient Outcomes) เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมความร่วมมือเชิงวิชาการ ในการสร้างวงจรการเรียนรู้และชุมชนแห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาชีพ (Community of Practice) ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ สถานพยาบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และพัฒนาแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ ซึ่งมีเป้าหมายสู่การยกระดับคุณภาพบริการทางการแพทย์และความปลอดภัยของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเพื่อสนับสนุนให้คนไทยได้รับบริการทางการแพทย์ที่ดีตามมาตรฐาน พร้อมสร้างความยั่งยืนในกับระบบสุขภาพของประเทศไทยต่อไป” นพ.เบญจพล กล่าว