พลิกโฉมเกษตรไทย พืชปรับแต่งจีโนม (GEd) ต้านทานโรค ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต สู้ภัยโลกเดือด

   เมื่อ : 10 ก.ย. 2569

ภายในงานเสวนา “พันธุ์พืชต้านทานโรคที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม: โอกาสและประโยชน์สำหรับเกษตรกรไทย” เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมใหญ่ กองวิจัยพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กทม.


เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (GEd) เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในการปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีความแม่นยำ ปลอดภัย และไม่ใช่จีเอ็มโอ (GMO) เพราะเป็นการปรับแต่งยีนภายในพืชเองโดยไม่มีการสอดใส่สารพันธุกรรมหรือยีนแปลกปลอมจากชนิดพันธุ์อื่น ทำให้พืชที่ผ่านการปรับแต่งจีโนม มีความปลอดภัยสูง และได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งความปลอดภัยของพืชปรับแต่งจีโนม หรือ พืชแก้ไขยีน ถูกประเมินว่ามีระดับความเสี่ยงที่ต่ำมาก และมีความปลอดภัยเทียบเท่ากับพืชที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม โดยองค์กรสากลอย่าง FAO (Food and Agriculture Organization of the United Nations) หรือ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีการถ่ายฝากยีนแปลกปลอม ทำให้ความกังวลเรื่องสารก่อภูมิแพ้ หรือการดื้อยาปฏิชีวนะต่ำกว่าพืชดัดแปลงพันธุกรรมหรือซีจีเอ็มโอมาก ส่วนการยอมรับในระดับสากล ปัจจุบันพบว่า กว่า 40 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่น รวมถึง สหภาพยุโรป มีมติรับรองว่า พืชปรับแต่งจีโนม หรือ พืชแก้ไขยีน ที่ไม่มีการสอดใส่ยีนแปลกปลอม จึงไม่ถือเป็นพืชจีเอ็มโอ และมีความปลอดภัยสูง รวมทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย ได้เล็งเห็นว่า “เทคโนโลยี GEd เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยก้าวข้ามวิกฤต การแพร่ระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช และสภาพอากาศแปรปรวน จึงได้ออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคเกษตร พ.ศ. 2567 และกรมวิชาการเกษตร ผู้มีหน้าที่กำกับดูแล ได้ออกประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับรองพืชที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม พ.ศ. 2567 ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อน และเร่งรัดให้พืชเหล่านี้ออกสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างปลอดภัย

สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ ในปี พ.ศ. 2567 ได้ทำการสำรวจ การวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์พืชด้วยเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม และพบว่า มีนักวิจัยอย่างน้อย 14 คน กำลังดำเนินงานกับพืช 14 ชนิด จากหน่วยงานภาครัฐ 6 แห่ง และพบว่ามีบางพืชที่พัฒนาได้ตามเป้าหมาย ในปี พ.ศ. 2568 สมาคมฯ ได้จัดสัมมนางทางวิชาการในหัวข้อ “พืชแก้ไข/ปรับแต่งจีโนม ที่ใกล้จะนำไปใช้ประโยชน์และการกำกับดูแล” และพบว่า มีพืชอย่างน้อย 2 ชนิด ที่ใกล้จะขอยื่นขอรับรองจาก กรมวิชาการเกษตร ภายในปี พ.ศ. 2569 นั้นคือ พันธุ์มะเขือเทศต้านทานโรคเหี่ยวเหลือง พัฒนาโดย ผศ.ดร.ธัญญ์วนิช ธัญญ์ธีรวรรณ์ และคณะ จากภาควิชาเกษตรและทรัพยากร คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร โดยการปิดการทำงานของยีน LRR receptor-like serine/threonine-protein kinase หรือ Solyc11g01180.1 บนโครโมโซมที่ 11 และ พันธุ์มะละกอต้านทานไวรัสจุดวงแหวน พัฒนาโดย ดร.ปิยนุช ศรชัย และคณะ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กองวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร โดยปิดการทำงาน (deletion) ที่ตำแหน่งพันธุกรรมเฉพาะในยีน eIF4E

ทั้ง 2 โรค ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ และเพิ่มต้นทุนในการผลิต ในกรณีของพันธุ์มะเขือเทศที่อ่อนแอ เมื่อเกิดการระบาดของโรคเหี่ยวเหลืองที่รุนแรง เกษตรกรจะสูญเสียผลผลิตในแปลงไปในทันที ร้อยละ 50 ถึง 100 ทำให้สูญเสียรายได้ และเกิดการสูญเสีย เกษตรกรต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีหรือชีวภัณฑ์ มาใช้ในการควบคุมโรค ทำให้เพิ่มต้นทุนในการผลิตเสียต่อสภาพแวดล้อม รวมทั้งต้องเสียแรงในการขุดทำลายต้นที่เป็โรค ในกรณีของพันธุ์มะละกอที่อ่อนแอ โรคจุดวงแหวนมะละกอ จะสร้างความเสียหายร้ายแรงที่สุดต่อเศรษฐกิจและการทำสวนมะละกอ เนื่องจากสามารถทำลายต้นได้ทุกช่วงอายุ โดยมีแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยอ่อน เป็นพาหะแพร่ระบาดของโรคอย่างรวดเร็ว โดยมีพืชอาศัยหลายชนิด เช่น พืชตระกูลพริก และมะเขือ เป็นต้น ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนค่าสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูที่เป็นพาหะ รวมถึงค่าปุ๋ยและค่าน้ำที่เสียไป ส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อม โดยไม่ได้รับผลผลิตกลับคืนมา

เนื่องจากรัฐบาลไทย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกประกาศกฎหมายรองรับเทคโนโลยี ปรับแต่งจีโนมอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้พืชที่พัฒนาด้วยวิธีนี้ไม่ถูกจัดเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งสามารถวิจัย พัฒนา ทดสอบ และปลูกในเชิงพาณิชย์ได้จริง จึงเป็นโอกาสของเกษตรกรไทยในการเข้าถึงพืชพืชปรับแต่งจีโนม ที่ต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืช ช่วยลดต้นทุนจากการลดการใช้สารเคมีและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสายพันธุ์พืชใหม่ที่รวดเร็วและหลากหลายทั้งไม่ติดกฎข้อบังคับจีเอ็มโอ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สำหรับประโยชน์ที่เกษตรกรไทยจะได้รับ ที่เห็นได้ชัดคือ ความยั่งยืนของระบบนิเวศ และต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ซึ่งเป็นผลมาจาก พืชสามารถสร้างกลไกปกป้องตนเอง และลดการพึ่งพาสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเกษตรปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Economy) และจากรายงานระดับโลก พบว่า สามารถลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ร้อยละ 30 - 40 ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มมูลค่าการส่งออกในตลาดโลก

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ