‘เค.อาร์.คานากาตะ’ เร่งเครื่องเทคโนโลยี ปั้นแม่พิมพ์คุณภาพมุ่งอุตสาหกรรมอนาคต SME D Bank ลมใต้ปีก หนุนกองทุนประชารัฐ เสริมแกร่งเดินหน้าเติบโตยั่งยืน
บริษัท เค.อาร์.คานากาตะ จำกัด ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่สามารถพัฒนาธุรกิจผลิตแม่พิมพ์สำหรับ “ชิ้นส่วนยานยนต์” และ “ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” จนก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตที่ได้รับความเชื่อมั่นจากภาคอุตสาหกรรม จากจุดเด่นความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ผสมผสานความแม่นยำในการผลิต ควบคู่กับการไม่หยุดพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมอนาคต รวมถึงการมี SME D Bank คอยเป็นลมใต้ปีก สนับสนุนผ่าน “กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ตามแนวประชารัฐ” ช่วยให้ยกระดับด้านเทคโนโลยี เครื่องจักร ตอบรับความต้องการของตลาดได้เต็มศักยภาพ พร้อมเดินหน้าเติบโตต่อไปในอนาคต
คุณคชาพนธ์ บุญถึง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค.อาร์.คานากาตะ จำกัด ธุรกิจผลิตแม่พิมพ์ชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จ.พระนครศรีอยุธยา เริ่มต้นธุรกิจจากประสบการณ์การทำงานด้านการผลิตแม่พิมพ์ ตั้งแต่ช่วงฝึกงาน ทำให้ได้เรียนรู้และสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานแม่พิมพ์เกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นแม่พิมพ์พลาสติก แม่พิมพ์โลหะ แม่พิมพ์ไดแคสติ้ง แม่พิมพ์ซิลิโคน และแม่พิมพ์ซิลิโคนสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร (Food Grade)
ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง คุณคชาพนธ์ ต่อยอดสู่การก่อตั้งบริษัท “แม่พิมพ์ยางชิ้นส่วนยานยนต์” (Rubber Mold ) เพื่อให้บริการออกแบบและผลิตแม่พิมพ์คุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม
“จากผลงานที่ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่นเชื่อมั่นในคุณภาพและศักยภาพของเรา หลายรายถึงกับแนะนำให้ออกมาสร้างธุรกิจของตัวเอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นก่อตั้งบริษัท โดยปัจจุบันทุกขั้นตอนการผลิตยังคงดูแลอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต จนถึงการควบคุมคุณภาพ และลงมือทำ ตรวจสอบงานด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าแม่พิมพ์ทุกชิ้นได้มาตรฐานสูงสุด”
จุดแข็งสำคัญของ เค.อาร์.คานากาตะ คือ ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตแม่พิมพ์ ที่ประกอบด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ ที่สำคัญไม่หยุดพัฒนา พร้อมนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตเสมอ โดยเฉพาะการออกแบบแม่พิมพ์ที่มีความแม่นยำสูง มีความแข็งแรงทนทาน และช่วยลดระยะเวลาการผลิตในแต่ละรอบ สามารถเดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ลูกค้าได้รับชิ้นงานที่มีคุณภาพ จึงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
ควบคู่กับให้ความสำคัญต่อการดูแลและบริการลูกค้าด้วยความจริงใจ เสมือนสมาชิกในครอบครัว พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลอย่างเต็มที่ในทุกขั้นตอน
ฐานลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่ อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งผู้ผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และปัจจุบันยังขยายไปสู่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบรนด์ใหม่ ๆ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วย โดยรถยนต์หนึ่งคันประกอบด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 30000 ชิ้น แบ่งออกเป็นชิ้นส่วนพลาสติก โลหะ ไดแคสติ้ง อะลูมิเนียม รวมถึงชิ้นส่วนยาง เช่น โอริง ซีล และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบกันกระแทก ช่วงล่าง และระบบเบรก ทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่อยู่ในรถยนต์แทบทุกประเภท
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายขอบเขตการผลิตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของลูกค้า หากมีงานใหม่ที่ต้องใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องจักรเพิ่มเติม บริษัทก็พร้อมลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต รองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจร
ด้วยแนวทางขับเคลื่อนธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตมาโดยตลอด หากขาดแหล่งเงินทุนสนับสนุน การพัฒนาศักยภาพของธุรกิจ อาจไปได้ช้าและไม่สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมได้ โดยตลอดการดำเนินธุรกิจกว่า 20 ปี บริษัทฯ ปรับเปลี่ยนและยกระดับเครื่องจักรมาแล้ว 3 ครั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรองรับความต้องการของลูกค้าได้เต็มศักยภาพ
ความสำเร็จดังกล่าว มี ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bankเป็นเสมือน “ลมใต้ปีก” คอยสนับสนุนผ่านสินเชื่อของธนาคาร รวมถึงสินเชื่อโครงการ “กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ตามแนวประชารัฐ” กระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้สามารถลงทุนจัดซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้บริษัทต่อยอดการผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับคุณภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานที่ลูกค้าต้องการได้อย่างมั่นใจ
แม้อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก จะเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการพอสมควร แต่ด้วยการพัฒนาสินค้าสำหรับผลิตแม่พิมพ์ที่หลากหลาย ทั้งชิ้นส่วนพลาสติก โลหะ ยาง และซิลิโคน ทำให้สามารถปรับตัวรองรับความต้องการของอุตสาหกรรม ไม่ได้จำกัดเฉพาะภาคยานยนต์เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังขยายการผลิตไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดปัจจุบันและอนาคต เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและสินค้าอุปโภคบริโภค ช่วยกระจายความเสี่ยง และสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจ
ขณะที่ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตแม่พิมพ์ บริษัทบริหารจัดการต้นทุน หันมาลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ลดการพึ่งพาแรงงาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรักษาความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับทิศทางการเติบโต บริษัทดำเนินธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยขยายการลงทุนตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เมื่อได้รับความไว้วางใจและมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น บริษัทก็พร้อมลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อรองรับงานที่เพิ่มขึ้น
โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่โอกาสยังเป็นของผู้ที่ไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนา การผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแหล่งทุนที่เหมาะสม คือพลังสำคัญที่ช่วยให้เอสเอ็มอีก้าวข้ามทุกความท้าทายและเติบโตได้อย่างยั่งยืน