สมาคมประกันชีวิตไทย ชูความร่วมมือรัฐ–เอกชน รับมือ Medical Inflation เดินหน้าสู่ระบบสุขภาพไทยที่ยั่งยืน
สมาคมประกันชีวิตไทย โดย นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย
ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เบื้องหลังเบี้ยประกัน: ประกันสุขภาพเอกชนเจาะลึกโครงสร้างและพลวัตของธุรกิจประกันสุขภาพเอกชนในประเทศไทย” ในงาน Thailand Healthcare Policy Forum ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “Exploring the Role and Contribution of Private Health Insurance within Thailand’s Healthcare System” จัดโดย บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเดอะ เซนต์รีจิส กรุงเทพฯ
นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า ระบบสุขภาพไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตลอดจนต้นทุนการรักษาพยาบาลและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Medical Inflation ของไทยอยู่ในระดับสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป และเป็นแรงกดดันต่อทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ โรงพยาบาล และธุรกิจประกันภัย
สำหรับธุรกิจประกันสุขภาพ ภาคประกันเอกชนมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพของประชาชน ควบคู่ไปกับระบบหลักประกันสุขภาพของภาครัฐ โดยในปี 2568 เบี้ยประกันสุขภาพรวมของประเทศมีมูลค่า 154502 ล้านบาท เติบโต 13.23% จากปีก่อนหน้า และธุรกิจประกันชีวิตยังคงเป็นผู้ให้ความคุ้มครองหลักของตลาด ด้วยสัดส่วนกว่า 80 % ของเบี้ยประกันสุขภาพทั้งหมด
นายกสมาคมประกันชีวิตไทย อธิบายว่า โครงสร้างเบี้ยประกันสุขภาพประกอบด้วยต้นทุนสำคัญหลายด้าน ได้แก่ ค่าสินไหมทดแทน ค่าบริหารจัดการ เงินสำรองตามหลักเกณฑ์กำกับดูแล และต้นทุนด้านการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้บริษัทสามารถดูแลผู้เอาประกันภัยได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ในด้านการบริหารความยั่งยืนของระบบประกันสุขภาพ ภาคธุรกิจประกันภัยได้เริ่มใช้มาตรการ
Co-payment สำหรับกรมธรรม์สุขภาพมาตรฐานใหม่ (New Health Standard) ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน คปภ. เพื่อส่งเสริมการใช้บริการทางการแพทย์อย่างเหมาะสม และช่วยชะลอแรงกดดันจากต้นทุนการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น โดยยังคงคุ้มครองผู้เอาประกันภัยตามความจำเป็นทางการแพทย์
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจประกันชีวิตยังเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการพัฒนากระบวนการรับประกันภัย การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ การตรวจจับความผิดปกติในการเคลม รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลกับอุปกรณ์สุขภาพสวมใส่และบริการ Telemedicine เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
นอกจากนี้ สมาคมประกันชีวิตไทยยังเดินหน้าความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของภาครัฐเพื่อรองรับผู้เอาประกันภัยภาคสมัครใจ ผ่านโครงการ Premium Clinic และ Special Medical Center (SMC) ที่เริ่มดำเนินการแล้วในโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่ง พร้อมสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานข้อมูลค่ารักษาพยาบาลและระบบ e-Claim หรือระบบ I-Claim เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลและบริษัทประกันภัย
นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ยังได้กล่าวทิ้งท้ายถึง ความสำคัญของการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพระดับประเทศ (National Health Insurance Bureau) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประกันภัย ช่วยยกระดับการบริหารงบประมาณสุขภาพ การคาดการณ์ภาระโรค และการลดปัญหา Fraud Waste and Abuse (FWA) ของระบบสุขภาพไทย และอนาคตของระบบสุขภาพไทยไม่ใช่การแข่งขันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน แต่คือการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสม และมีระบบสุขภาพที่ยั่งยืนรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในระยะยาว