เฉาก๊วย ‘เต็งหนึ่ง’ ส่งมอบคุณค่าผ่านขนมหวาน SME D Bank พาร์ทเนอร์ให้มากกว่าทุน ติดอาวุธเสริมแกร่งธุรกิจ

   เมื่อ : 19 พ.ค. 2569

จากจุดเล็ก ๆ เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิดนำไปสู่การค้นพบ “เส้นทางธุรกิจของตัวเอง” พลิกโฉมจากอาชีพขายข้าวมันไก่สู่ธุรกิจผลิตขนมหวานเฉาก๊วยแบรนด์ “เต็งหนึ่ง”ที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ

 

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากโชคช่วยอย่างแน่นอน หากแต่ผ่านการเรียนรู้ ทดลอง และพัฒนาอย่างไม่ย่อท้อมุ่งยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ใช้กลยุทธ์ “Outside In” นำฟังเสียงของลูกค้า มาพัฒนาและปรับปรุงสินค้าเสมอช่วยให้ธุรกิจตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และสร้างคุณค่าสู่เศรษฐกิจและสังคม

ทินพันธุ์ วัฒนอัครโภคินหรือ “คุณหมู”ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สยาม ดีเสิร์ท จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมหวาน โดยเฉพาะ “เฉาก๊วย”และเครื่องดื่มแบรนด์ “เต็งหนึ่ง”เล่าว่า กว่าจะมีธุรกิจในทุกวันนี้ มีจุดตั้งต้นจาก“ปัญหา”เพราะเดิมเปิดร้านขายข้าวมันไก่ อยู่หน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร จ.นครปฐม  รายได้แค่ประคองตัว และยิ่งเป็นช่วงปิดเทอม รายได้หดหายสวนทางกับรายจ่ายประจำยังคงมีอยู่ทำให้ต้องมองหาสินค้าอื่นๆ ที่ขายได้ต่อเนื่อง ไม่ยึดติดกับฤดูกาลหรือทำเล

 

“ตอนนั้นคิดว่าอยากมีสินค้าที่ขายได้ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่หน้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น จนเกิดความบังเอิญ เมื่อเพื่อนยื่นขนมเฉาก๊วยนมสดบรรจุถุงมาให้ทดลองชิมรู้สึกประทับใจตั้งแต่แรก เพราะเฉาก๊วยและนมสดมีการแยกถุงกันชัดเจน เมื่อนำมาใส่รวมกัน กินแล้วได้รสสัมผัสที่ให้ความเหนียวนุ่มแตกต่างจากที่เคยกินมาแต่เมื่อพยายามหาซื้อกลับไม่พบสินค้าแบบเดียวกันในตลาด จึงเริ่มศึกษาตลาดอย่างจริงจัง” คุณหมู เล่าที่มาของธุรกิจที่เกิดขึ้นจากจุดเล็ก ๆ โดยบังเอิญ

เมื่อสำรวจตลาด  คุณหมูพบว่า เฉาก๊วยเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงมาก โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่ผู้บริโภคมองหาของหวานที่ให้ความสดชื่นและคลายร้อนซึ่งผู้ประกอบการในตลาดเวลานั้น มีเจ้าใหญ่แค่รายเดียว ยอดขายประมาณวันละกว่า 200000 ถุง  ในขณะที่ความต้องการของตลาดยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากทำให้มองเห็นโอกาสการทำธุรกิจเฉาก๊วย ตอนนั้น คิดแค่ขอแบ่งสัดส่วนตลาดมาแค่สัก 10% ก็เพียงพอแล้ว

 

เมื่อมีไอเดียและเห็นโอกาส คุณหมู ลงมือทำทันที ยอมรับว่า ตอนแรกความรู้ในการทำเฉาก๊วยแทบเป็นศูนย์ เบื้องต้นอาศัยหาความรู้และสูตรจากอินเทอร์เน็ต ก่อนนำมาปรับปรุงและพัฒนาเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รสสัมผัสที่ต้องการ ลองผิดลองถูกจนได้สูตรเฉพาะของตนเองเอกลักษณ์สำคัญ คือ ความเหนียวหนึบ

เบื้องต้นนำไปทดลองขายผ่านร้านอาหาร แต่ไม่ได้การตอบรับมากนัก เนื่องจากเวลานั้นยังไม่มีแบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นเป็นที่มาของการสร้างแบรนด์ว่า “เต็งหนึ่ง” ซึ่งไม่ได้ต้องการประกาศตัวเองว่าเป็นเบอร์หนึ่งของวงการแต่อย่างใด หากแต่ต้องการสะท้อนตัวตนและวิธีคิดว่า “ธุรกิจต้องไม่หยุดพัฒนา ต้องเดินหน้าปรับปรุงทั้งสินค้าและบริการอยู่เสมอ” ชื่อนี้จึงกลายเป็นเสมือนรากความคิดของแบรนด์ตั้งแต่วันแรก และยังคงเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน

 

พลังการตลาดออนไลน์ ช่วยแจ้งเกิดและสร้างตัวตนให้แบรนด์เต็งหนึ่ง  จากการรีวิวบอกต่อถึงความอร่อยของผู้บริโภค ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ  ขณะเดียวกัน มีผู้สนใจติดต่อขอสมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายในแต่ละจังหวัด  ทำให้กิจการของเฉาก๊วยเต็งหนึ่ง เติบโตก้าวกระโดด  จากเริ่มต้นผลิตเฉาก๊วยเฉลี่ยวันละเพียง 5–10 กิโลกรัม สู่กำลังการผลิตสูงสุดถึง 30 ตันต่อวันในปัจจุบัน

คุณหมู ระบุถึง หัวใจสำคัญของธุรกิจ ต้อง“ไม่หยุดพัฒนาสินค้า” พยายามสร้างสินค้าให้ “ยอดเยี่ยมและแตกต่าง ใส่ใจในทุกขั้นตอน” ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบไปจนถึงรสชาติที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ใช้กลยุทธ์ “Outside In”  ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางนำเสียงลูกค้า ทั้งชื่นชมและตำหนิมาพัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดในทุกวัน

 

ตัวอย่างการพัฒนา เช่น เดิมเฉาก๊วย จะอายุเก็บรักษาได้ประมาณ5-7 วันเท่านั้นจึงมุ่งพัฒนาสินค้าโดยรับคำปรึกษาจากสถาบันการศึกษาใช้นวัตกรรมมาช่วยขยายเวลาของเฉาก๊วยได้นานสูงสุด 30 วัน นอกจากนั้น แตกไลน์ขยายประเภทสินค้า จนปัจจุบันมีมากกว่า 100  SKUเช่นเฉาก๊วยพร้อมทานในน้ำเชื่อม เฉาก๊วยนมสด วุ้นมะพร้าว น้ำโอเลี้ยง ไซรัปเฉาก๊วย และเฉาก๊วยเส้นฯลฯ ขายผ่านร้านสะดวกซื้อ ตัวแทนจำหน่าย รวมถึง รับจ้างผลิต (OEM)

เส้นทางธุรกิจที่ยาวนานมากกว่าสิบปี แน่นอนว่า  ไม่ได้มีเฉพาะช่วงเวลาที่สดใสเท่านั้น แต่ย่อมเจออุปสรรคท้าทายเสมอ หนึ่งในความยากลำบากที่สุด คือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องวัตถุดิบ ในขณะที่ ไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้ง่ายนัก เนื่องจากเฉาก๊วยเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ในราคาย่อมเยา หากขึ้นราคามากเกินไป อาจกระทบกำลังซื้อทันที

 

ปัญหาที่เกิดขึ้น นำมาสู่การปรับตัวในหลายมิติ ทั้งการเข้าไปหาแหล่งวัตถุดิบด้วยตัวเอง สร้างทีมงานมืออาชีพเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแรงในจุดที่จำเป็น  รวมถึง เรียนรู้การบริหารต้นทุนอย่างจริงจัง  โดยตระหนักเสมอว่า ธุรกิจจะเติบโตอย่างเข้มแข็งไม่ได้เลย หากเจ้าของธุรกิจ ไม่รู้เท่าทันสุขภาพการเงินของบริษัทตัวเอง

นอกจากนั้น การมีพาร์ทเนอร์ธุรกิจ ก็จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ ซึ่งหนึ่งในพาร์ทเนอร์สำคัญ ได้แก่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bankโดยสาขานครปฐมช่วยสนับสนุน ทั้งด้านการพัฒนา ให้คำปรึกษา สร้างความเข้าใจเรื่องบัญชี งบการเงิน และแนวคิดของการทำธุรกิจพร้อมสนับสนุนด้านการเงิน ด้วยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้มั่นคง

 

"SME D Bank ไม่ได้มองผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพียงแค่ในฐานะผู้มาขอกู้สินเชื่ออย่างเดียว  แต่พยายามปรับให้ผู้ประกอบการ เข้าใจเรื่องงบการเงินต่าง ๆ ขณะที่เงินกู้ที่ได้รับ  ทำให้มีทุนไปหมุนเวียน ซื้อวัตถุดิบ ซื้อบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นดอกเบี้ยถูกด้วย ทำให้ภาระต้นทุนธุรกิจลดลง สิ่งเหล่านี้   ทำให้เห็นว่า  SME D Bank ไม่ใช่ให้แค่สินเชื่ออย่างเดียว แต่ต้องการให้เอสเอ็มอีไทยพัฒนาและเติบโตไปด้วยเหมือนอย่างเราที่เดิมมีแค่มีดอีโต้ แต่ตอนนี้เรามีอาวุธปืนสั้นที่จะสามารถไปแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น"  คุณหมู เล่าถึงความประทับใจที่มีต่อสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อเอสเอ็มอีไทย

ปัจจุบัน“เต็งหนึ่ง” มีตัวแทนจำหน่ายอยู่ประมาณ100 ราย กระจายอยู่ทั่วประเทศ และตั้งเป้าจะขยายเพิ่มเติมต่อเนื่อง  ให้ถึงประมาณ 200 รายภายใน 3 ปี และเพิ่มจำนวนเต็งหนึ่งแมนให้แตะหลัก 1000 คน นอกจากนี้  อยู่ระหว่างศึกษาขยายโรงงานผลิต  รองรับการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

 

คุณหมู ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดของการทำธุรกิจ  “เฉาก๊วยเต็งหนึ่ง” คือ สินค้าได้ไปสร้างประโยชน์ต่อสู่คนอื่นๆ อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจำหน่าย เต็งหนึ่งแมน ร้านค้า เกษตรกรได้มีงาน  เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้  รวมถึง ผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เหล่านี้ นับเป็นคุณค่าของการทำงานอย่างแท้จริง