เสนา ลุย New S-Curve เชื่อตลาดอสังหาฯ ยังมีดีมานด์ Q1/69 รายได้ 1282 ล้านบาท กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 2% YOYตุน Backlog 9.1 พันล้านบาท ชู “LivNex” ช่วยคนมีบ้านได้จริง
บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เผยผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง บริษัทยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตและการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคในระยะยาว โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมียอดขายรวม 5127 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้รวมทุกประเภทธุรกิจ 1282 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนใกล้เคียงกับรายได้ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีความสามารถในการทำกำไรขั้นต้น 33% เพิ่มขึ้น 2% YOY และมีกำไรสุทธิ 101 ล้านบาท คิดเป็น 8% ของรายได้รวม พร้อมเดินหน้าดูแลลูกค้าด้วย LivNex หรือโซลูชันเช่าออมบ้านอย่างต่อเนื่อง
นางสาวอธิกา บุญรอดชู ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดสรรเงินและการลงทุน บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ของบริษัทยังคงสะท้อนความสามารถในการรักษาระดับการดำเนินธุรกิจและการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และระบบสินเชื่อที่ยังเข้มงวด โดยบริษัทมียอดขายรวม 5127 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 3921 ล้านบาท และยอดขายจาก LivNex จำนวน 1205 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมทุกประเภทธุรกิจอยู่ที่ 1282 ล้านบาท
มีกำไรขั้นต้น 406 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 33% และมีกำไรสุทธิ 101 ล้านบาท หรือคิดเป็น 8% ของรายได้รวม และมีอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) ที่ 1.21 เท่า แสดงให้เห็นถึงสภาพคล่องทางการเงินที่ดี
ทั้งนี้บริษัทฯ เชื่อว่าตลาดที่อยู่อาศัยยังมีดีมานด์ แต่ผู้บริโภคจำนวนมากเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น ส่งผลให้ LivNex หรือโซลูชันเช่าออมบ้าน เติบโตสะสมต่อเนื่อง สะท้อนว่ากลยุทธ์ของ SENA ในการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ Pain Point ของตลาด เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง โดยปัจจุบัน LivNex มีจำนวนห้องภายใต้โครงการ 946 ห้อง มูลค่ารวม 1898 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องในปี 2569”
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมียอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) จำนวน 9102 ล้านบาท โดยคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2569 จำนวน 8629 ล้านบาท จากโครงการที่กำลังจะก่อสร้างแล้วเสร็จ 7 โครงการ ได้แก่ โครงการ เสนาคิทท์ สำโรง อินเตอร์เชนจ์ โครงการ โคซี่ เอ็มอาร์ที เพชรเกษม 48 เฟส 1 โครงการ นิช ไพรด์ เอกมัย โครงการ โคซี่ บีทีเอส สะพานใหม่ โครงการ โคซี่ รามอินทรา – คู้บอน โครงการ เสนาคิทท์ เทพารักษ์ 2 เฟส1 และ โครงการ เฟล็กซี่ ริเวอร์วิว – เจริญนคร โดยจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ส่วนที่เหลือจะรอรับรู้รายได้ในปี 2570 อีกประมาณ 473 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีสินค้าคงเหลือเพื่อขายมูลค่าประมาณ 41843 ล้านบาท โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นสินค้าสร้างเสร็จพร้อมขายและสามารถโอนรับรู้รายได้ทันทีประมาณ 11442 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการบริหารรายได้และกระแสเงินสดของบริษัทในระยะต่อไป
SENA เดินหน้าสู่ New S-Curve ผ่านการพัฒนา Green Lifestyle Platform ที่เชื่อม “บ้าน พลังงาน การเดินทาง และการเงิน” เข้าไว้ใน Ecosystem เดียวกัน โดยมี SENA Green Auto เป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว ควบคู่กับการช่วยให้ผู้บริโภคสามารถบริหารต้นทุนการใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเข้าถึงการใช้ชีวิตแบบยั่งยืนได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวไม่เพียงสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคและสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่ยังสอดรับกับทิศทางนโยบายภาครัฐ ทั้งการส่งเสริมพลังงานสะอาด การติดตั้ง Solar Rooftop และการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นแนวโน้มสำคัญของการใช้ชีวิตในอนาคต
ปัจจุบัน SENA มีประสบการณ์ด้านการติดตั้ง Solar มากกว่า 15 ปี ผ่าน SENA Solar Energy และดำเนินธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าผ่าน SENA Green Auto มากว่า 2 ปี สะท้อนถึงการวางรากฐานธุรกิจและการมองเห็นโอกาสล่วงหน้า โดยบริษัทเชื่อมั่นว่าอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นธุรกิจหลักและเป็นพอร์ตสำคัญขององค์กร แต่ในอนาคต “บ้าน” จะไม่ได้ตอบโจทย์เพียงเรื่องการอยู่อาศัยอีกต่อไป หากต้องสามารถเชื่อมต่อเรื่องพลังงาน การเดินทาง และต้นทุนการใช้ชีวิตเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Lifelong Trusted Partner” ที่พร้อมดูแลลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต