ไทยยูเนี่ยน จุดพลุไตรมาสแรกปี 69 ฟอร์มสวยโกยยอดขาย 3.2 หมื่นลบ. กำไรจากการดำเนินงานพุ่ง 29% ส่งกำไรสุทธิแตะ 1113 ล้านบาท
กรุงเทพฯ – 5 พฤษภาคม 2569 – บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ด้วยยอดขายรวม 32054 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทายจากอัตราแลกเปลี่ยน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากกลยุทธ์ด้านราคาขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักและปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 2.8% โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารทะเลแช่แข็ง หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 9.3% สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์อย่างต่อเนื่องในกลุ่มธุรกิจหลักของบริษัท กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งการเติบโตก้าวกระโดดนั้นได้รับแรงหนุนหลักจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น กำไรขั้นต้นที่เติบโต และการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ภายหลังค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการทรานส์ฟอร์เมชันทยอยลดลง ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1113 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้น
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกสะท้อนถึงการดำเนินกลยุทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพ ความแข็งแกร่งของโครงสร้างสัดส่วนผลิตภัณฑ์ วินัยการดำเนินงาน ตลอดจนความสามารถในการปรับตัว ประสบการณ์ และโครงสร้างธุรกิจระดับโลกของไทยยูเนี่ยน ซึ่งช่วยให้เราสามารถรับมือกับแรงกดดันพร้อมกันในหลายด้าน ทั้งประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีนำเข้า และแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เอื้ออำนวย ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านทรานส์ฟอร์เมชันนั้นปรับลดลงต่อเนื่อง จากรากฐานที่แข็งแกร่งนี้ เราพร้อมเดินหน้าและต่อยอดการเติบโตในปี 2569”
แม้บริษัทยังคงเผชิญปัจจัยด้านต้นทุนจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แต่กำไรขั้นต้นยังคงเติบโต 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 5825 ล้านบาท และมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.2% สะท้อนการดำเนินกลุยทธ์ด้านราคาและการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ กำไรต่อหุ้น อยู่ที่ 0.29 บาทต่อหุ้น หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 18% โดยมีปัจจัยหลักจากจำนวนหุ้นที่ลดลงภายหลังการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืน
กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare) ทำผลงานโดดเด่นในไตรมาสนี้ ด้วยยอดขายเพิ่มขึ้น 22.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 5115 ล้านบาท จากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป การฟื้นตัวในญี่ปุ่น รวมทั้งสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (Ambient) ยอดขายเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 15136 ล้านบาท จากการปรับราคาขายเพื่อชดเชยผลกระทบของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้า ขณะที่ปริมาณการขายโดยรวมทรงตัว กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง (Frozen) ยอดขายเติบโต 11.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 9420 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับราคาขายและปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มกุ้งและอาหารสัตว์น้ำ กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (Value-added) ยอดขายลดลง 1.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 2383 ล้านบาท จากความต้องการที่ชะลอตัวในสหรัฐฯ และการปรับโครงสร้างพอร์ตผลิตภัณฑ์
แนวโน้มปี 2569
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจโลกที่ยังคงผันผวน ไทยยูเนี่ยนมีการติดตามสถานการณ์ด้านภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และต้นทุนการผลิตอย่างใกล้ชิด บริษัทยังคงยืนประมาณการทั้งปีในระดับเดิม โดยตั้งเป้ายอดขายเติบโต 3–4% อัตรากำไรขั้นต้นที่ 19–20% และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ที่ 13.5–14.5% นอกจากนี้ บริษัทยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50%
นายธีรพงศ์กล่าวเสริมว่า “ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกตอกย้ำความสามารถในการปรับตัวของไทยยูเนี่ยนและผลลัพธ์จากกลยุทธ์ทรานส์ฟอร์เมชันของเรา ไทยยูเนี่ยนยังคงมุ่งเน้นการดำเนินกลุยทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพ การใช้ประโยชน์สูงสุดจากเครือข่ายการจัดหาวัตถุดิบและการผลิตในระดับโลกของเรา และการรักษาความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ยังคงเกิดขึ้น”