KKP ประมาณการณ์ GDP โต 1.8% แต่เตือนไทยเสี่ยง ”ถดถอยเชิงเทคนิค” หากน้ำมันพุ่งแตะ $120 เกิน 6 เดือน

   เมื่อ : 16 มี.ค. 2569

KKP Research ปรับเพิ่มประมาณการอัตราเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิม 1.6% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจปรับดีขึ้น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะต่อประเทศไทยที่มีความเปราะบางต่อราคาพลังงานโลกสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

 

ราคาน้ำมันพุ่ง: ความเสี่ยงสำคัญที่กระทบไทยมากกว่าใครในภูมิภาค

ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงประมาณ 6.5% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ไทยจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น KKP Research ประเมินว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ (1) ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ  จากผลกระทบผ่านทางการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคที่จะชะลอตัวลง (2) ด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานมีน้ำหนักค่อนข้างมากในตะกร้าสินค้าของคนไทย กระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคของประชาชน และ (3) ด้านดุลการค้า ดุลการค้าของไทยจะปรับตัวลดลงจากค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลงและกดดันให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า

 

ในกรณีฐาน KKP Research ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะเป็น "การเปลี่ยนแปลงชั่วคราว" และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น น่าจะปรับตัวลดลงกลับสู่ระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาไม่นานนัก อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเย้อ หรือลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาค และราคาน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาด หรือเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ (เช่น ปุ๋ย) ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็จะรุนแรงขึ้น KKP Research ประเมินว่าในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคโดยจะขยายตัวต่ำกว่า 0.7% และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2% ได้

 

เศรษฐกิจไทยปรับดีขึ้นเล็กน้อยจาก 3 ปัจจัยสำคัญสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา (ก่อนเกิดสงคราม) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยหลัก
 

ปัจจัยแรก คือ ภาคการท่องเที่ยว หลังจากที่นักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวลงอย่างมากในปี 2568 จากความกังวลด้านความปลอดภัย สถานการณ์เริ่มดีขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน เมื่อนักท่องเที่ยวจีนหันมาเลือกไทยแทนญี่ปุ่น หลังความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้น KKP Research จึงปรับเพิ่มประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ในกรณีฐาน ขึ้นเป็น 35.1 ล้านคน และที่น่าสนใจคือการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ไม่ได้กระจุกอยู่แค่นักท่องเที่ยวจีน แต่ยังมีสัญญาณที่ดีจากนักท่องเที่ยวอาเซียน ยุโรป อินเดีย และรัสเซียอีกด้วย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง

 

ปัจจัยที่สอง คือ การส่งออกและการผลิตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องและสูงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญขึ้นในการขับเคลื่อนภาคการผลิต เนื่องจาก HDD มีมูลค่าเพิ่มในประเทศสูงกว่าผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าการเติบโตของการส่งออกส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนเส้นทางซัพพลายเชน คือการนำสินค้าจากประเทศอื่นผ่านไทยเพื่อส่งออกต่อ มากกว่าการผลิตจริงในประเทศ จึงไม่ได้หนุนเศรษฐกิจไทยได้เต็มที่นัก

 

ปัจจัยที่สาม คือ เสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคงมากขึ้น จากการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ซึ่งลดความเสี่ยงจากความวุ่นวายทางการเมืองที่เคยกดดันเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างมีนัยสำคัญ และถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ค้างคาอยู่นาน ทั้งด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การยกระดับผลิตภาพ และการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังมีอยู่หลายด้าน ทั้งความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ยังเผชิญแรงกดดันจากสินค้าราคาถูกนำเข้า หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกดดันการบริโภคในประเทศ และภาวะสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ยังตึงตัว ตราบใดที่สินเชื่อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศก็ยังไม่สามารถขยายตัวได้ดีนัก

 

ความท้าทายระยะสั้น: กองทุนน้ำมันและพื้นที่ทางการคลังที่จำกัด

ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นทันทีในระยะสั้นจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น คือ ภาระผูกพันของรัฐบาลในการตรึงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่ประชาชนรับได้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่งจะสามารถลดหนี้กว่า 1.2 แสนล้านบาทที่สะสมมาจากช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565 ได้สำเร็จ แต่ปัจจุบันกำลังแบกภาระอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่สูงถึงราว 2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เพื่อรักษาราคาดีเซลปลีกไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร และภาระภาครัฐจะสูงขึ้นหากน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานาน

 

นอกจากนี้ ภาระการอุดหนุนค่าไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยในปี 2565-2566 ที่ราคาพลังงานแตะระดับสูง ภาระอุดหนุนค่าไฟฟ้าสะสมอยู่ที่ราว 1.35 แสนล้านบาท และยังคงเป็นหนี้ค้างอยู่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) การพุ่งขึ้นของราคา LNG จะทำให้ กฟผ. ลดหนี้ได้ยากขึ้น แม้ภาระเหล่านี้จะไม่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นภาระผูกพันที่รัฐต้องค้ำประกัน ซึ่งบั่นทอน "พื้นที่ทางนโยบาย" ที่มีอยู่อย่างจำกัด

 

แนวโน้มดอกเบี้ย: ธปท. ส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น

หลังการเปลี่ยนแปลงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) KKP Research สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในท่าทีการสื่อสารของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยปรับจุดยืนให้สมดุลมากขึ้น หันมาให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อมากกว่าเดิม แทนแนวคิดเดิมที่เน้น "รักษาพื้นที่นโยบาย" แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และเงินบาทแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม กนง. ยังคงระมัดระวังในการดำเนินนโยบาย โดยแถลงการณ์ล่าสุดระบุว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบัน "รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างเพียงพอแล้ว" หากไม่มีผลกระทบเชิงลบเพิ่มเติม

 

KKP Research คงประมาณการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% สำหรับปี 2569 และ 2570 และปรับการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก จากปี 2570 เป็นปี 2571 เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจุดยืนที่เห็นได้ชัดของ กนง. และคาดว่า กนง. อาจปรับดอกเบี้ยลงต่ำกว่าที่ประเมินไว้ได้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอลงมากกว่าคาด โดยเฉพาะหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อกว่าที่ประเมิน

 

เกี่ยวกับกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เกิดขึ้นจากการร่วมกิจการระหว่างธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินการโดย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และธุรกิจตลาดทุนที่ดำเนินการโดยบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ จำกัด โดยกลุ่มธุรกิจฯ มุ่งนำทรัพยากรสู่ลูกค้าอย่างถูกต้อง เหมาะสม และเปี่ยมประสิทธิภาพด้วยบริการที่เหนือความคาดหมาย

 

ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ของกลุ่มธุรกิจฯ ครอบคลุมสินเชื่อบรรษัท สินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี และสินเชื่อรายย่อย เช่นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคล ส่วนธุรกิจด้านตลาดทุนของกลุ่มธุรกิจฯ ครอบคลุมธุรกิจวานิชธนกิจ (Investment Banking) ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล (Wealth Management) ธุรกิจการลงทุน (Direct Investment) ตลอดจนธุรกิจจัดการกองทุน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.kkpfg.com