4 CEO และ MD บลจ. ถอดรหัสการลงทุนปี 2026 จากความเสี่ยงใหญ่สู่ธีมลงทุนแห่งอนาคต จากเวที TISCO Exclusive Night ‘Beyond Wealth & Well-being 2026’
ปี 2026 คือปีที่นักลงทุนต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสใหม่จากปัจจัยระดับโลก แต่สิ่งที่หาได้ยากยิ่งกว่าคือการได้เห็น 4 CEO และ MD บลจ. ชั้นนำ มาร่วมเปิดมุมมองการลงทุนบนเวทีเดียวกัน ในงาน TISCO Exclusive Night ‘Beyond Wealth & Well-being 2026’ ไม่เพียงเผยแนวทางการลงทุนเชิงลึกในหลายสินทรัพย์ แต่ยังมี TISCO ESU ชี้ 3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา ทำให้งานนี้กลายเป็นโอกาสที่มีค่าซึ่งนักลงทุนจะได้ “อ่าน เห็น และฟัง” ความรู้จากตัวจริงของวงการการเงินอย่างครบถ้วน
เริ่มต้นด้วย นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ระบุถึง 3 ปัจจัยเสี่ยงที่น่าจับตา ได้แก่ 1. AI กระทบต่อการจ้างงานหลักพันล้านคนที่จะถูกแทนที่โดย AI 2. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความขัดแย้งเชิงพื้นที่ระหว่างสหรัฐอเมริกากับนานาประเทศ การสู้รบในรัสเซีย-ยูเครนฯ ซึ่งอาจจะถูกยกระดับมากขึ้น และ 3.ปัญหาหนี้โลก ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากการระบาดของโควิด19 รัฐบาลทั่วโลกต้องกู้เงินมาใช้จ่าย เกิดการขาดดุลงบประมาณทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม แม้โดยเฉลี่ย AI จะทดแทนแรงงานในสหรัฐฯได้ถึง 25% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่ากลัว โดยเฉพาะในเด็กจบใหม่ แต่จากบทเรียนในอดีตยุควิกฤตดอทคอม (ช่วงปี 1997-2000) มองว่าเมื่องานเก่าถูกแทนที่ด้วย AI จะทำให้เกิดงานใหม่ๆตามมา ทำให้ประเมินว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อแรงงานมากนัก ขณะที่ AI ยังเข้ามาแก้ปัญหาโลกที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจขยับตัวต่อไปได้
ดังนั้น ธีมการลงทุนในปี 2026 จึงยังอยู่ที่ AI โดยเฉพาะใน 3 เซ็คเตอร์ที่ได้รับประโยชน์จาก AI ได้แก่ ซอฟท์แวร์ สถาบันการเงิน และเฮลท์แคร์
“เซ็คเตอร์ซอฟท์แวร์ ตอนนี้โปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้เขียนโค้ดเอง แต่ใช้ AI ช่วยเขียนหมดแล้ว ดังนั้นซอฟท์แวร์จะเป็นเซ็คเตอร์ที่ได้ประโยชน์จาก AI ค่อนข้างเยอะ ถัดมาคือ เซ็คเตอร์แบงก์ ที่ AI จะมาทดแทนแรงงานคนได้มาก และอีกเซ็คเตอร์ คือ เฮลท์แคร์ ที่สามารถใช้ AI สกรีนคนไข้ จ่ายยา ทำให้ต้นทุนการวิจัยและตรวจรักษาลดลง ขณะที่หุ้น 7 นางฟ้า (Magnificent 7) หรือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อาทิ Apple Microsoft Alphabet Amazon ที่เคยนำตลาดในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา อาจจะไม่นำตลาดต่อไปแล้ว แต่จะถูกแทนที่ตัวหุ้นที่นำ AI ไปใช้ประโยชน์”
ด้านการลงทุนในตราสารหนี้ “นายคมศร” ระบุว่า อาจต้องเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว เพราะรัฐบาลทั่วโลกขาดดุลงบประมาณ หันไปพิจารณาลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นเป็นหลัก และควรลงทุนทองคำติดไว้ในพอร์ต แม้ราคาจะผันผวน แต่ยังเป็นสินทรัพย์ที่กระจายความเสี่ยงด้านการลงทุน ลดความเสี่ยงจากการขาดดุลงบประมาณรัฐ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
นางสาวดารบุษป์ ปภาพจน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด เห็นสอดคล้องว่า หุ้นที่ได้รับประโยชน์จาก AI ในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ จะเป็นหุ้นที่น่าจับตา เช่น กลุ่มพลังงานและแพลตฟอร์มการเงิน แต่ต้องเลือกให้ถูกว่า หุ้นไหนจะได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และเห็นสอดคล้องว่า หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยี อาจไม่ใช่ตัวแทนที่ดีที่สุดอีกต่อไป
กรรมการผู้จัดการ บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) ยังให้มุมมองต่อความเป็นไปได้ของการเกิดวิกฤตฟองสบู่ AI ว่า “ไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากหากเปรียบเทียบกับยุควิกฤตดอมคอม มีหลายปัจจัยที่ต่างกัน โดยเฉพาะฐานะการเงินของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ที่ปัจจุบันยังคงแข็งแกร่ง เรื่อง Valuation การเติบโตของหุ้นเทคและ AI ในยุคดอทคอม เกิดจากการกู้และเก็งกำไรเป็นหลัก แต่รอบนี้หุ้นบิ๊กเทค มีกระแสเงินสดมหาศาล คำถามคือหุ้นที่ขึ้นมาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาขึ้นเพราะอะไร ส่วนใหญ่มาจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งมากกว่าเรื่องความคาดหวัง มาดูค่า PE ในกลุ่ม Magnificent 7 ประมาณ 33 เท่า คนละเรื่องกับวิกฤตดอทคอมครั้งที่แล้ว แม้หุ้นบางตัวในบางเซ็ตเตอร์ของกลุ่มเทคราคาแพงจริง แต่ไม่ได้แพงแบบ Aggressive เพียงแต่ต้องหาบริษัทที่มีเทคโนโลยี มีสมองและกระดูกสันหลังของ AI ที่จะทำลายกฎเกณฑ์เดิมโดยสิ้นเชิง สร้างมาตรฐานใหม่ สร้างผลประกอบการที่แท้จริง และต้องกล้า ที่จะทิ้งหุ้นที่ถูก Disrupt ออกไปให้เร็วที่สุดอย่างทันท่วงที”
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด อ่านเกมปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ว่า การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (โดนัลด์ ทรัมป์) นำเรื่องภาษีมาใช้ต่อรองกับผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น กรณีกรีนแลนด์ ส่วนตัวมองว่าเป็นเทคนิคการเจรจา เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงร่วมกัน ไม่ได้ต้องการผลักดันเรื่องภาษีไปจนสุดทาง เนื่องจากการดำเนินการเช่นนั้น อาจจะนำไปสู่ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะถูกโดดเดี่ยวบนเวทีระหว่างประเทศ “ถ้าสหรัฐฯผลักดันเรื่องภาษีแบบสุดโต่ง สิ่งที่จะเกิดขึ้นจะเหลือเพียง 2 กลุ่มประเทศในโลก คือ สหรัฐฯ กับทุกประเทศที่ไม่ใช่สหรัฐฯ สิ่งที่เกิดขึ้นประเทศที่เหลือจะมาทำการค้ากันเอง หรือ American Second อาจส่งผลให้บทบาทของดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินหลักของโลกถูกสั่นคลอน ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่อาจยอมให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น การหยิบยกประเด็นภาษีขึ้นมาพูดอาจมีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นแรงกดดันหรือเป็นเพียงวาทกรรมเชิงขู่มากกว่าความตั้งใจที่จะดำเนินการจริง”
ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตามด้านนโยบายการเงิน การคลัง ของสหรัฐฯ ต้องติดตามทิศทางภายใต้การนำของประธานธนาคารกลาง (FED) คนใหม่ (เควิน วอร์ช) ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบนโยบายเศรษฐกิจของประเทศต่อจากนี้ เช่น การลดดอกเบี้ยระยะสั้น จะลดระดับใด ด้านนโยบายการคลังสหรัฐฯ ต้องระวังเรื่องหนี้สูง จากการใช้จ่ายมากเกินไป อาจมีผลต่อเงินเฟ้อ และทำให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่า เป็นต้น นอกจากนี้ ด้านการเมืองต้องติดตามทิศทางของเสียงข้างมากในสภาบนและสภาล่างของสหรัฐฯ หากพรรคเดโมแครต ได้ครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา จะทำให้การผลักดันนโยบายต่างๆ ของประธานาธิบดีทรัมป์ในอนาคตเผชิญข้อจำกัดและดำเนินการได้ยากขึ้น
จากปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ ที่เกิดขึ้น มองว่านักลงทุนควรใช้กลยุทธ์ Active ในการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ โดยเลือกบริษัทที่มีคุณภาพที่ดี มีโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน งบดุลแข็งแรง และภาระหนี้อยู่ในระดับต่ำ สามารถรักษากำไรได้ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง เพื่อหาโอกาสสร้างการเติบโตของกำไรอย่างสม่ำเสมอ
นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การเลือกลงทุนในประเทศที่มีนโยบายเป็นกลาง เช่น อินเดีย ถือเป็นการบริหารความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่ตลาดอินเดียเติบโตจากตลาดภายในประเทศเป็นหลัก กลายเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีลดความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ขณะที่รัฐบาลอินเดีย กระตุ้นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างฐานการผลิตด้านโครงสร้างพื้นฐาน และ AI “อินเดียพยายามสร้างพันธมิตร ไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง อินเดียตกลงกับสหรัฐฯ แต่อินเดียก็เป็นมิตรกับจีน การที่อินเดียเป็นกลาง ทำให้สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับตัวเอง ทำให้เสถียรภาพเศรษฐกิจมั่นคง”
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า การลงทุนในหุ้นกลุ่มไบโอเทค (ซัพเซ็คเตอร์ของเฮลท์แคร์) มองว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในปี 2026 เพราะจัดเป็นหุ้น Defensive Growth มีรายได้ที่มั่นคง ทนทานต่อสภาพตลาด รับมือเศรษฐกิจผันผวน เนื่องจากรายได้หลักเกิดจากความสำเร็จในการวิจัยและทดลองยา ขณะเดียวกันก็เป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูง เมื่อประสบความสำเร็จในการวิจัยและทดลองยา และอาจมีความผันผวนหากล้มเหลวในการทดลองยา (High Risk High Return)
โดยพบว่า อัตราการเติบโตของรายได้หุ้นไบโอเทคในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 11.4 % (Nasdaq Biotechnology Index) ขณะที่หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ มีอัตราการเติบโตของรายได้ในช่วง20ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 9.7% (S&P 500 Health Care Sector) “สมมติว่าเราเป็นผู้จัดการกองทุนต้องเลือกหุ้นในกลุ่มไบโอเทค เราคาดหวังอะไร ถ้าเราไปเลือกบริษัทที่ล้มเหลว ก็จะเกิดขาดทุนในพอร์ตทันที เราต้องไปเลือกลุ่มไบโอเทค ที่คาดว่าผลการทดลองยาจะสำเร็จ และเป็นยาระดับ Blockbuster เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะเลือกบริษัทไหน ซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงและรู้ลึก และรีบเข้าต้องรีบชิงเข้าไปลงทุนก่อนคนอื่น” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ จำกัด กล่าว
ทั้งหมดนี้คือภาพรวมเชิงลึกจาก 4 CEO และ MD บลจ. และ TISCO ESU ที่ร่วมถ่ายทอดแบบครบมิติ ตั้งแต่ความเสี่ยงระดับโลก ไปจนถึงโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์แห่งอนาคต ปี 2026 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งความผันผวน แต่เป็นปีที่โอกาสจะเป็นของผู้ที่ “เข้าใจเกมก่อนใคร” และกล้าที่จะปรับพอร์ตตามสัญญาณที่ถูกต้อง คำแนะนำทั้งหมดนี้จะช่วยให้นักลงทุนสามารถรักษาและต่อยอดความมั่งคั่งได้อย่างมั่นคงท่ามกลางโลกการเงินที่เปลี่ยนเร็วกว่าที่เคย
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน ติดต่อสอบถามรายละเอียด หรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารทิสโก้ทุกสาขา หรือ TISCO Contact Center โทร. 02-633-6000 กด 2 กด 4 4 CEO และ MD บลจ. ถอดรหัสการลงทุนปี 2026