เมย์แบงก์เปิดมุมมองการลงทุน ปี 2026 ปีแห่งการจัดโครงสร้างพอร์ต พร้อมแนะนักลงทุนไทยคิดให้ไกลกว่าหุ้นรายตัว
เมย์แบงก์ เปิดมุมมองการลงทุน ปี 2026 ชี้ตลาดการเงินโลกเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ทั้งทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่สม่ำเสมอ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน ทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินกลายเป็น “New Normal” พร้อมแนะกลยุทธ์การลงทุนควรให้ความสำคัญกับการวางโครงสร้างพอร์ตอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว
นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา CFP®Director Head of Investment Solution บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไทยต้องตระหนัก คือ การลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพียงแห่งเดียวไม่สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งผลตอบแทนหลักของพอร์ตได้อีกต่อไป เพราะหากพิจารณาผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ระหว่างปี 2016–2025 ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเพียงราว 19% ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนสูงถึง 297% เวียดนาม 271% ญี่ปุ่น 222% ยุโรป 125% และจีน 56% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า การกระจายการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นสำหรับการลงทุนระยะยาว”
• DR เครื่องมือสำคัญ ยกระดับพอร์ตสู่ตลาดโลก
แม้นักลงทุนจำนวนมากจะเข้าใจว่าการจัดพอร์ตมีความสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติยังพบว่าหลายคนให้น้ำหนักกับการเลือกหุ้นเด่นหรือกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงในระยะสั้น มากกว่าการพิจารณาโครงสร้างพอร์ตโดยรวม การลงทุนที่ดีจึงไม่ใช่เพียงการมีสินทรัพย์ที่ดูน่าสนใจหลายรายการ แต่ต้องเข้าใจบทบาทของแต่ละสินทรัพย์ว่าทำหน้าที่อะไร และเสริมกันอย่างไรในการลดความเสี่ยงและเพิ่มเสถียรภาพของพอร์ต และภายใต้บริบทนี้ ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ Depository Receipt (DR) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในตลาดทุนไทย โดยปริมาณการซื้อขาย DR ในปีที่ผ่านมาเติบโตมากกว่า 200% ปัจจุบันมี DR จดทะเบียนในตลาดไทยแล้วกว่า 263 หลักทรัพย์ ณ กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 450 หลักทรัพย์ภายในสิ้นปี เทียบกับจำนวนบริษัทจดทะเบียนใน SET Index ทั้งหมด 639 บริษัท การเติบโตดังกล่าวสะท้อนความต้องการของนักลงทุนไทยในการเข้าถึงโอกาสการลงทุนในตลาดโลกมากขึ้น
สำหรับปี 2026 เมย์แบงก์แนะนำให้นักลงทุนใช้ DR ที่อิงกับตลาดพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เป็นแกนหลักของพอร์ต เนื่องจากยังคงเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก โดยกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐคาดว่าจะเติบโตราว 15–16% ในช่วงปี 2026–2027 สูงกว่าตลาดพัฒนาแล้วอื่น ๆ ขณะที่การปรับประมาณการกำไรขึ้นอย่างต่อเนื่องช่วยให้ระดับมูลค่ายังน่าสนใจ และยังมีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาด โดย DR ที่สะท้อนภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐและเหมาะสำหรับเป็น Core ของพอร์ต ได้แก่ SP50001 SP500US19 SP500US80 ซึ่งอ้างอิงดัชนี S&P 500 รวมถึง NDX01 และ QQQM19 ที่อ้างอิงดัชนี NASDAQ 100
ขณะเดียวกัน จีนยังคงเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่น่าจับตา แม้จะมีความผันผวนสูง โดย DR ที่อิงกับตลาดจีนเหมาะสำหรับการลงทุนเชิง Tactical เพื่อรับโอกาสจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการ re-rating ของตลาดหุ้นจีน ซึ่งกำไรของตลาดมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในปี 2026 ท่ามกลางมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และระดับ Valuation ที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดหลักในเอเชีย โดย DR ที่ใช้เข้าถึงตลาดจีน ได้แก่ CN01 และ CN23 ที่อ้างอิงดัชนี CSI 300 รวมถึง HK01 HK13 และ HKCE01 ที่อ้างอิงดัชนี Hang Seng และ Hang Seng China Enterprises
สำหรับตลาดเกิดใหม่ เวียดนามยังคงเป็นหนึ่งใน Growth Engine สำคัญของเอเชีย จากการขยายตัวของการบริโภค การย้ายฐานการผลิต และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดย DR ที่อิงกับตลาดเวียดนามเหมาะสำหรับใช้เป็น Satellite เพื่อเพิ่ม Upside ให้กับพอร์ต เช่น E1VFVN3001 ที่อ้างอิงดัชนี VN30 และ FUEVFVND01 ที่อ้างอิงดัชนี Vietnam Diamond ซึ่งช่วยเสริมพอร์ตที่มีตลาดสหรัฐเป็นแกนหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• ตลาดหุ้นไทย จุดเปลี่ยนสำคัญและโอกาสปลดล็อกมูลค่า
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ปี 2569 ประเมินว่าอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญสู่ทิศทางที่สดใสขึ้นอย่างชัดเจน จากแรงหนุนของเสถียรภาพทางการเมืองที่กลับมาเป็นปัจจัยบวกหลัก โดย MST Research ประเมินเป้าหมายดัชนี SET ณ สิ้นปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 1500 จุด บน P/E เป้าหมายขึ้นสู่ค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 16.0 เท่า สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูง หลังผลการเลือกตั้งชี้ว่าพรรคภูมิใจไทยชนะด้วยคะแนนนำโด่งถึง 194 ที่นั่ง และมีแนวโน้มจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคขนาดเล็ก รวมเสียงข้างมากในสภาถึง 304 เสียง ซึ่งความชัดเจนนี้จะช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยให้กลับมาซื้อขายในระดับมูลค่าที่เหมาะสมอีกครั้ง
ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ คาดว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการภายในต้นเดือนพฤษภาคม โดยมาตรการระยะสั้นในช่วง 100 วันแรก จะเน้นไปที่การกระตุ้นการบริโภคและลดค่าครองชีพ ซึ่งแม้จะมีน้ำหนักเชิงบวกจำกัด แต่ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่บทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ที่คาดว่าจะผลักดันนโยบาย FDI FastPass เพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติการลงทุนจากต่างประเทศ ปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.9 ล้านล้านบาท ควบคู่กับการเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท และการสรุปข้อตกลงการค้าใหม่ๆ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เรายังคงแนะนำหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จาก Election Rally เป็นธีมหลัก ได้แก่ กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC) กลุ่มท่องเที่ยว (MINT) กลุ่มสื่อสาร (TRUE) และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (AP) ขณะเดียวกัน หุ้นที่สอดรับกับเมกะเทรนด์การลงทุนรอบใหม่ของไทย ทั้งเรื่อง FDI Data Center และการขยายตลาดส่งออก ยังคงเป็นกลุ่มที่น่าสนใจในระยะกลางถึงยาว โดยหุ้นเด่นในธีมนี้ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA AMATA) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (ITC) และหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (CCET)
โดยสรุป เมย์แบงก์มองว่า การจัดพอร์ตในปี 2026 ควรผสาน DR จากตลาดหลักอย่างสหรัฐ จีน และเวียดนาม เข้ากับหุ้นไทยและกองทุนรวม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเสถียรจากตลาดพัฒนาแล้ว โอกาสเติบโตจากตลาดเกิดใหม่ และความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ในการปรับพอร์ต ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามตลาดอย่างใกล้ชิดและทบทวนสัดส่วนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพราะในปีที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติ การมีโครงสร้างพอร์ตที่แข็งแรงจะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในระยะยาว