นโยบาย Tariff รอบใหม่กับความโกลาหลของการค้าโลก : ใครได้ ใครเสีย?

หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ก็เริ่มมีความชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะแนวทาง America First ซึ่งให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก นโยบายดังกล่าวเคยถูกนำมาใช้ในวาระแรกของทรัมป์ โดยมุ่งเน้นการลดการขาดดุลทางการค้า ปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ และใช้นโยบายภาษี (Tariff) เป็นเครื่องมือกดดันประเทศคู่ค้า
การกลับมาของทรัมป์ครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะนำมาตรการทางการค้าแบบแข็งกร้าวกลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงเศรษฐกิจของหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและประเทศที่มีการค้าขายเกินดุลกับสหรัฐฯ เช่น เม็กซิโก เยอรมนี ญี่ปุ่น และไทย
นโยบายภาษี: เครื่องมือการเจรจาทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า "ทรัมป์ 2.0" มีแนวโน้มจะยังคงใช้นโยบายภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือสำคัญ ไม่เพียงแต่เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ยังใช้เป็นกลไกต่อรองทางการเมืองและความมั่นคงของสหรัฐฯ
ในวาระแรกของทรัมป์ เราเคยเห็นการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน รวมถึงการเปลี่ยนข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) เป็นข้อตกลง United States-Mexico-Canada Agreement (USMCA) ซึ่งมีเงื่อนไขที่เอื้อต่อภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ มากขึ้น แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะกระทบเศรษฐกิจโลก แต่กลับช่วยลดผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้
แนวทางดังกล่าวสะท้อนจากแนวคิดของนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ (Robert Lighthizer) อดีตผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้กำหนดกลยุทธ์สงครามการค้าในวาระแรกของทรัมป์ เขาเคยกล่าวว่า "จีนคือคู่แข่งหลักของสหรัฐฯ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การทหาร และความมั่นคง" ซึ่งหมายความว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องลดการพึ่งพาเศรษฐกิจจีนและลดการขาดดุลการค้าอย่างจริงจัง
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก: สงครามการค้าอาจปะทุรอบใหม่

แนวโน้มการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า โดยเฉพาะจากจีน มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากทรัมป์เคยแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ เสียเปรียบดุลการค้ากับจีนมาอย่างยาวนาน นโยบายตอบโต้ทางภาษีอาจส่งผลให้จีนตอบโต้กลับด้วยมาตรการที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการค้ารอบใหม่ และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
นอกจากนี้ สหรัฐฯ อาจไม่เพียงแต่เพิ่มแรงกดดันต่อจีน แต่ยังรวมถึงประเทศพันธมิตรที่ถูกมองว่าเอาเปรียบสหรัฐฯ ด้านการค้า เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งเคยถูกสหรัฐฯ บังคับให้ยอมรับเงื่อนไขการค้าฉบับใหม่ภายใต้ข้อตกลง USMCA
ภาคอุตสาหกรรมที่น่าจะได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่
• อุตสาหกรรมเทคโนโลยี – สหรัฐฯ อาจเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีจีน เช่น Huawei และ TikTok
• อุตสาหกรรมยานยนต์ – การบังคับใช้ข้อกำหนดด้านแหล่งผลิตและการใช้แรงงานในอเมริกาอาจเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิตที่มีฐานการผลิตนอกสหรัฐฯ
• อุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียม – มีโอกาสถูกขึ้นภาษีเพื่อลดการแข่งขันจากต่างประเทศ
ผลกระทบต่อไทย: ไทยจะรับมืออย่างไร?
ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากที่สุด โดยอยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก ทำให้มีโอกาสสูงที่ไทยจะถูกจับตามองจากรัฐบาลทรัมป์
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ไทยอาจต้องปรับกลยุทธ์ทางการค้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันจากสหรัฐฯ ซึ่งอาจรวมถึง
1. เปิดตลาดให้กับธุรกิจสหรัฐฯ มากขึ้น – การเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจอเมริกันเข้ามาลงทุนในไทยอาจช่วยลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ
2. เพิ่มการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ – ไทยอาจต้องเพิ่มการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เช่น เครื่องบินพาณิชย์ พลังงาน และเทคโนโลยี เพื่อปรับสมดุลทางการค้า
3. กระจายตลาดส่งออก – ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และเพิ่มการค้ากับประเทศอื่น ๆ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา
4. เร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีใหม่ ๆ – ไทยอาจต้องเร่งสรุปข้อตกลงทางการค้ากับประเทศอื่น ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตามองคือ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หากสงครามการค้าขยายวงกว้าง อาจส่งผลให้ Fed ไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มได้ตามที่คาดการณ์ว่าจะลดลง 2 ครั้งในปีนี้ ซึ่งอาจกระทบต่อตลาดการเงินโลก รวมถึงค่าเงินบาทและตลาดหุ้นไทย

โลกการค้าในยุคทรัมป์ 2.0
การกลับมาของทรัมป์นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก นโยบายภาษีนำเข้าจะกลายเป็นเครื่องมือหลักของสหรัฐฯ ในการต่อรองด้านการค้าและความมั่นคง โดยประเทศคู่ค้าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและข้อกำหนดใหม่ ๆ ที่เข้มงวดขึ้น
สำหรับไทย แม้จะได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ แต่ก็ยังมีโอกาสในการปรับกลยุทธ์เพื่อลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม โลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความไม่แน่นอนทางการค้า ประเทศต่าง ๆ จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นตลอดเวลา