กรมควบคุมโรคชูผลวิจัยแรงงานข้ามชาติ เสนอเพิ่มคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี ยกระดับระบบส่งต่อติดตามรักษา

   เมื่อ : 05 พ.ย. 2569

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยผลการศึกษาระบบคัดกรองและเฝ้าระวังโรคเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบบีและซีในแรงงานข้ามชาติ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรสาคร เชียงใหม่ และภูเก็ต โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พบผู้มีผลคัดกรองเบื้องต้นเป็นบวกอย่างน้อย 1 โรค จำนวน 23 ราย จากผู้ได้รับการตรวจ 573 ราย คิดเป็นร้อยละ 4


วันนี้ (5 พฤศจิกายน 2569) นายแพทย์สุทัศน์ โชตนะพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค มอบหมายให้ ดร.พาหุรัตน์ คงเมือง ทัยสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการโครงการพระราชดำริฯ นำเสนอผลการศึกษา โดยมี ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นประธานในพิธีเปิด และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนงานวิจัย เพื่อพัฒนาระบบคัดกรองและเฝ้าระวังโรคในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ มุ่งเสริมสร้างระบบบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ ในการนี้ ดร.พาหุรัตน์ คงเมือง ทัยสุวรรณ์ เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค โดยสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการโครงการพระราชดำริ โครงการเฉลิมพระเกียรติและโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับพระบรมวงศานุวงศ์ กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สถาบันเวชศาสตร์ป้องกันศึกษา และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ดำเนินโครงการวิจัยที่ได้รับทุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ระหว่างเดือนเมษายน – ตุลาคม 2569


โดยสำรวจและสอบถามแรงงานข้ามชาติจำนวน 578 คน และตรวจคัดกรอง 573 ราย พบผลคัดกรองเบื้องต้นเป็นบวกอย่างน้อย 1 โรค จำนวน 23 ราย (ร้อยละ 4.0) ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบี 10 ราย ซิฟิลิส 8 ราย เอชไอวี 4 ราย และไวรัสตับอักเสบซี 1 ราย ทั้งนี้ ผลการศึกษาเป็นข้อมูลเฉพาะกลุ่มตัวอย่างไม่สามารถใช้แทนสถานการณ์ของแรงงานข้ามชาติทั้งหมดได้ โดยผู้ที่มีผลคัดกรองเป็นบวกได้รับแจ้งผลเป็นการส่วนตัว พร้อมคำปรึกษา และประสานส่งต่อเพื่อเข้ารับการตรวจยืนยันและรักษาตามแนวทางที่เหมาะสม

ด้าน นางสาวเตือนใจ นุชเทียน นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เผยว่า แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงบริการตรวจคัดกรอง โดยร้อยละ 91.1 ไม่เคยตรวจไวรัสตับอักเสบซี ร้อยละ 87.2 ไม่เคยตรวจไวรัสตับอักเสบบี และร้อยละ 82.8 ไม่เคยตรวจเอชไอวี ขณะที่ร้อยละ 89.7 ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี นอกจากนี้ ยังพบความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการติดต่อของโรค ซึ่งอาจนำไปสู่การตีตราและเลือกปฏิบัติ จึงควรส่งเสริมการสื่อสารความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้องด้วยภาษาที่แรงงานเข้าใจ และเหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชน

สำหรับการดูแลผู้เข้าร่วมโครงการ ผู้ที่มีผลคัดกรองเบื้องต้นเป็นบวกได้รับแจ้งผลเป็นการส่วนตัว พร้อมรับคำปรึกษาและประสานส่งต่อไปยังหน่วยบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจยืนยันและรับการดูแลรักษาตามความเหมาะสม สะท้อนถึงความสำคัญของการจัดระบบบริการที่ไม่หยุดอยู่เพียงการตรวจคัดกรอง แต่ต้องสามารถติดตามและสนับสนุนให้ผู้รับบริการเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง จากผลการศึกษา คณะผู้วิจัยเสนอแนวทางพัฒนาระบบบริการและเชิงนโยบาย 4 ประการ ได้แก่ 1) ส่งเสริมการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบบีและซีในการตรวจสุขภาพแรงงานข้ามชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีตามแนวทางที่เกี่ยวข้อง 2) เพิ่มบริการตรวจคัดกรองเชิงรุกในสถานที่และช่วงเวลาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต และเวลาทำงานของแรงงาน 3) พัฒนาสื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพหลายภาษา โดยใช้เครือข่ายอาสาสมัครและกลไกในชุมชนเป็นช่องทางสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง 4) ส่งเสริมการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการส่งต่อและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีที่แรงงานเปลี่ยนงานหรือย้ายถิ่นฐาน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์การดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อสะท้อนสถานการณ์ ปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดในการดำเนินงาน

ด้านการคัดกรองและดูแลสุขภาพแรงงานข้ามชาติ ตลอดจนร่วมเสนอแนวทางพัฒนาระบบบริการให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคย้ำถึงความสำคัญของการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสม การให้ความรู้ที่ถูกต้อง และการรักษาความลับของผู้รับบริการ เพื่อสนับสนุนการป้องกันควบคุมโรคและส่งเสริมสุขภาพของแรงงานข้ามชาติและประชาชนโดยรวม